.  นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตามโครงการดูงานการเดินเรือพาณิชย์ของไทย เส้นทางท่าเรือคลองเตย-ท่าเรือแหลมฉบัง   ตรวจราชการโครงการ SRTO แหลมฉบัง – ICD  ลาดกระบัง โดยมี ร.ต.ต.มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการ ท่าเรือแหลมฉบังพร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ พร้อมนำรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมกิจการพาณิชยนาวีของไทย  โดยสมาคมเจ้าของเรือไทย และเข้าเยี่ยมชมระบบการจราจรทางน้ำ  พร้อมลงพื้นที่ตรวจโครงการ SRTO  ในพื้นที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยรถไฟ เพื่อตรวจสภาพรถไฟรางคู่ตลอดเส้นทางจนถึง ICD ลาดกระบัง ในการติดตามการแก้ไขปัญหาการจราจรภายใน ICD

 

                         นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่าการเดินทางลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทางเรือ เพื่อต้องการรับฟังปัญหาของภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี ซึ่งในช่วงเช้า ได้ออกเดินทางโดยเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ จากท่าเรือคลองเตย ล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยา มายังท่าเรือแหลมฉบัง  เพื่อดูความยากลำบากของการขนส่งสินค้าทั้งขาเข้าและออกจากท่าเรือครองเตย สู่ทะเลเปิด ก่อนรับฟังปัญหาด้านการขนส่งสินค้าทางรางจากท่าเรือแหลมฉบัง  หลังพบว่ามีความล่าช้าในการดำเนินการโครงการ SRTO เพื่อหาแนวทางในการเร่งรัดโครงการ  เพื่อให้การขนส่งสินค้าดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ป้องกันปัญหาสินค้าตกค้างอยู่ที่ ICDลาดกระบัง  และท่าเรือแหลมฉบังเพื่อนำปัญหากลับไปแก้ไข

               “การพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีในประเทศไทย มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในแง่ของการพัฒนาท่าเรือ วิธีการเดินเรือ อู่ซ่อมเรือ และบุคลากรด้านพาณิชยนาวี ซึ่งหากเราสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรได้อย่างต่อเนื่องก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี  มีความหมายถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะหากไทย ไม่มีกองเรือของตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาด้านการส่งออกและนำเข้า ก็จะต้องพึ่งพิงต่างชาติอยู่ตลอดเวลา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าว

 

                       ร.ต.ต.มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการ ท่าเรือแหลมฉบัง เผยว่าท่าเรือแหลมฉบัง มีความพร้อมในการสนับสนุนทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีของประเทศ ทั้งในส่วนโครงการของรัฐบาล อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง หรือโครงการ EEC  ซึ่งเรามีเครือข่ายการขนส่งไม่ว่าจะเป็นสายการเดินเรือต่อ รวมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี จึงทำให้สายการเดินเรือมั่นใจและเชื่อมั่นในการดำเนินการของท่าเรือแหลมฉบัง จึงทำให้ในปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบัง มีตู้สินค้าขนถ่ายผ่านท่าสูงถึง   7.2 ล้านทีอียูต่อปี และหากโครงการ SRTO แล้วเสร็จ จะเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าทางรางจากปัจจุบัน 4.7 แสนทีอียูต่อปีเป็นเกือบ แสนทีอียูต่อปี  และภายในระยะเวลา ปี จะมีตู้สินค้าขนถ่ายโดยระบบรางสูงถึง ล้านทีอียู โดยเชื่อว่าโครงการ  SRTO จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้อย่างแน่นอน ร.ต.ต.มนตรี กล่าว