ที่โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ  จังหวัดชลบุรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิด คลินิกสัญจรแนวประชารัฐ จังหวัดชลบุรี หนุน SMEs สร้างเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการลงทุนในEEC  โดยมีนายพสุ โทรหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวรายงาน กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานเครือข่ายการพัฒนาเอสเอ็มอี เดินหน้าสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “คลินิกเอสเอ็มอี สัญจรแนวประชารัฐ” เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและองค์กรความรู้ในทุกๆด้าน เพื่อก้าวสู่ Smart SMEsอันจะเป็นรากฐานสำคัญเพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 800 คน

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เปิดเผยว่า การเปิดคลินิกเอสเอ็มอีสัญจร แนวประชารัฐในพื้นที่จังหวัดชลบุรี นับเป็นแห่งที่ 3 แล้ว จากก่อนหน้าที่นำร่องไปแล้วที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานบูรณาการในการสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจภายในด้วยการพัฒนา SME และเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็งภายใต้นโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจาก “เพิ่มมูลค่า” ไปสู่ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ซึ่งเอสเอ็มอีถือเป็นฐานรากเศรษฐกิจไทย โดยปัจจุบันมีทั้งสิ้นกว่า 2,700,000 ราย หรือคิดเป็น 99.7% ของอุตสาหกรรมทั้งหมด

ที่ผ่านมาปัญหาของเอสเอ็มอีของไทยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งการเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน องค์ความรู้บริหารจัดการทางการตลาด การปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ การทำบัญชี เป็นต้น รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นแกนนำในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างครบวงจรและเกิดการบูรณาการ ซึ่งในส่วนของการลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ จะครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างได้แก่จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง ซึ่งถือเป็นกลุ่มจังหวัดที่เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะการขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่ EEC คือจังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นายอุตตม กล่าว

สำหรับ SMEs ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายพื้นที่ 4 จังหวัด ที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการ โดยจังหวัดชลบุรี มีจำนวน SMEsประมาณ 85,822 ราย จังหวัดระยอง จำนวน 34,143 ราย จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 5,927 ราย และจังหวัดฉะเชิงเทรา ประมาณ 1,400 ราย  ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการในกลุ่มเป้าหมาย ได้ยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือเข้ามาแล้วจำนวน 253 ราย วงเงิน1,260.80 ล้านบาท จากเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อทั้งสิ้น 293 ราย ในวงเงิน 879 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในขั้นพิจารณา โดยได้อนุมัติไปแล้ว 42 ราย วงเงิน 128.7 ล้านบาท  ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการได้ให้การรับการตอบรับเป็นอย่างดี

สำหรับแหล่งเงินทุนที่ กระทรวงอุตสาหกรรมต้องนำมาเพิ่มศักยภาพให้กับเอสเอ็มอีไทยมี 3 กองทุนได้แก่ 1. กองทุนพัฒนา smes ตามแนวประชารัฐวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท  2. โครงการสินเชื่อ SMEs Transformation Loan วงเงิน 15,000 ล้านบาท  3. เงินทุนที่บริหารงานโดย สสว. ได้แก่ โครงการเงินทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจขนาดย่อมวงเงิน 1,000 ล้านบาท โครงการฟื้นฟูวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมวงเงิน 2,000 ล้านบาท และโครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อ Micro SMEs 200,000 บาท ซึ่งนับเป็นช่องทางที่จะทำให้ เอสเอ็มอีทุกระดับ มีช่องทางในการแสวงหาเงินทุนในการนำไปใช้พัฒนาธุรกิจ ทั้งการเสริมสภาพคล่องและการยกระดับผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนี้ยังมีการช่วยเหลือ ที่ไม่ได้เป็นเงินทุน ด้วยการอบรมเสริมทักษะต่างๆให้ผู้ประกอบการ เช่น เรื่องของการตลาดสมัยใหม่ หรือ Digital Marketing รวมถึงการผลิตการบริหารจัดการหรือแม้แต่เรื่องบัญชีและการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ โดยจะมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

 

ทั้งนี้อุตสาหกรรมหลักของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกที่สำคัญมี 5 ประเภท คือ 1.กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน  2. กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  3. กลุ่มปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ ซึ่งในส่วน 3 กลุ่มนี้จะอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยอง   4. กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด   5. กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม  จังหวัดชลบุรี ดังนั้นการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งจะเป็นการสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมโดยรวมในพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน