นายไพรินทร์  ชูโชติถาวร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม    พร้อมคณะ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง  อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี   โดยมี ร้อยตำรวจตรี มนตรี  ฤกษ์จำเนียร  ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมด้วย เรือโทยุทธนา โมกขาว รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง และคณะผู้บริหารท่าเรือแหลมฉบัง ให้การต้อนรับที่ห้องประชุม 1  อาคารบริหารท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมบรรยายสรุปการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง  ก่อนลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A),โครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO)

 

นายไพรินทร์  เผยว่าการเดินทางลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อตรวจเยี่ยมและเยี่ยมชมการทำงานของท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ  และปัจจุบันยังสามารถขนถ่ายตู้สินค้าทั้งส่งออกและนำเข้าได้มากกว่า  7 ล้านทีอียู ซึ่งถือว่าเป็นท่าเรือชั้นนำ และในอนาคตยังจะมีปริมาณตู้สินค้าถึง 15-18 ล้าน ทีอียู หลังการเกิดขึ้นของโครงการ  EEC. และรองรับอุตสาหกรรมจากประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อถึงวันนั้นจะทำให้ท่าเรือแหลมฉบัง ติดอันดับ 1 ใน 3  ของท่าเรือขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน   ถัดจากประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย

 

นอกจากนั้นยังได้มอบนโยบายการทำงานต่อคระผู้บริหารท่าเรือแหลมฉบัง โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการเชื่อมต่อภาคการขนส่งแบบไร้รอยต่อทั้ง ทางบก ทางรางและทางน้ำ ควบคู่ไปกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อต้องการให้เป็นท่าเรือที่มีความสวยงาม และเขียวขจี พร้อมทั้งไม่สร้างภาระและทำลายสิ่งแวดล้อม

 

นายไพรินทร์ กล่าวอีกว่า  โครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) มีจุดประสงค์สำคัญที่การรองรับตู้สินค้าที่จะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10  ล้านทีอียู ซึ่งจำเป็นต้องนำ  ระบบรางเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนถ่ายสินค้าทางรางให้ได้จาก 1ล้าน ทีอียู  เป็น 4-5 ล้านทีอียู  และยังลดปัญหาความแออัดบนท้องถนน  ลดต้นทุนด้านการขนส่งของไทยตามนโยบายของรัฐบาล  ขณะนี้รัฐบาลได้กำหนดแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC  ซึ่งการท่าเรือได้รับมอบหมายภารกิจในการรองรับการขยายตัวของภาคการลงทุน โดยวางแผนให้ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3  ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งขณะนี้แผนแม่บทการก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ นอกจากนั้นการทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก็เชื่อว่าจะแล้วเสร็จพร้อมๆกัน โดยคาดว่าสิ้นปีนี้แผนดำเนินงานต่างๆ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และน่าจะดำเนินการสรรหาผู้มีสิทธิในการเข้ามาก่อสร้างส่วนต่างๆ ของท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ได้